รถติด น่าเบื่อจัง

posted on 06 Aug 2008 00:27 by beautygalz in Living-Room

ดิฉันเป็นเด็กบ้านนอกที่มาเรียนต่อในเมืองกรุงค่ะ

ดิฉันตื่นตาตื่นใจไปกับแสงสีในเมืองหลวงแห่งนี้  เช่นเดียวกับหลายๆท่าน

แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเบื่อ เบื่อมาก ก็เหมือนชื่อ entry วันนี้แหละค่ะ

รถติด รถติด  ปัญหายอดฮิตของเมืองฟ้าอมรนั่นเอง

 

การจราจรอันคับคั่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเร่งรีบของทุกๆคน คือ ตอนเช้า  และ  ตอนเย็น

ขนาดหอพักและมหาวิทยาลัยห่างกันแค่ประมาณ 3 ป้ายรถเมล์

ดิฉันยังต้องเผื่อเวลาเดินทางไว้อย่างน้อยสี่สิบห้านาทีเลยค่ะ

โอ้ว!  เสียเวลาไปกับการอยู่บนรถทั้งๆที่ก็ไม่ได้ไกลกันมากมายเลย

ถ้ารถติด แล้วได้นั่งสบายๆ ก็ยังไม่เท่าไหร่

แต่นี่ยังต้องเจอปัญหาคนแน่น  อัดกันจนเป็นปลากระป๋อง  ล้นไปจนถึงหน้าประตู

มันน่าปลอดภัยมั้ยล่ะคะ ชีวิตของเราๆท่านๆที่ต้องเดินทางโดยรถประจำทางเนี่ย

 

วิธีแก้ปัญหาหรอคะ  จริงๆมันก็มีอยู่หลายทางนะคะ แล้วแต่จะเลือกกันตามรสนิยม 

ถ้าสถานที่ที่ต้องการจะไปไม่ไกลมาก  ไม่เปลี่ยว ไม่อันตราย ผู้คนพลุกพล่าน

ตนเองมีความสามารถที่จะเดินได้  ก็เดินไปเถอะค่ะ  ถือซะว่าออกกำลังกายด้วย

เร็วกว่านั่งรถเวลารถติดอีกค่ะ  (เพราะเคยลองมาแล้ว ^^)

หรือถ้าไม่อยากเสียอารมณ์กับการติดอยู่ในรถนานๆ ก็ลองออกจากบ้านเร็วขึ้นอีกสักหน่อย

ส่วนวิธีสุดท้ายที่ทุกคนมักจะเลือกใช้กัน ก็คือ ทำใจ

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำใจให้ยอมรับหรอกใช่มั้ยคะ 

เวลามาสาย ก็ไม่ควรอารมณ์เสีย  เพราะคุณก็ต้องควรทำใจยอมรับแล้วว่าถ้าต้องขึ้นรถในช่วงเวลานี้

ก็มีโอกาสที่จะมาสายอยู่แล้ว

เห็นมั้ยคะ  จริงๆแล้วมันก็เป็นเรื่องจิ๊บๆ   ทุกอย่างมันมีทางเลือกให้เราเสมอ

 

แต่ทำไมดิฉันถึงไม่ชินกับเรื่องแบบนี้ซะทีล่ะคะ 

 

จะว่าไปอาจเป็นเพราะปัญหานี้มันมีมานาน นานมาก

ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะแก้ปัญหาได้จริงซะที

ส่วน "รถเมล์ฟรี เพื่อประชาชน" น่ะเหรอคะ   ดิฉันลองขึ้นแล้วค่ะ

ขอบอกว่า ไม่เวิร์ค  อย่างแรงงง!!

เพราะอะไรหรอคะ  ก็เพราะว่าแต่ละนาทีที่อยู่บนรถนี่ใจแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เบรคแต่ละที คนก็ล้มแทบจะไปกองกัน  ออกรถก็เร็ว 

เฮ้อ สงสัยเขาคงเห็นว่าฟรีมั้งคะ เลยไม่จำเป็นต้องขับดีๆ

ของฟรีและดีมักไม่มีจริงในโลกค่ะ

 

คุณๆท่านๆที่ใหญ่โตทั้งหลายคะ 

ประชาชนเลือกคุณขึ้นมาบริหารบ้านเมือง  เพื่อให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุขไม่ใช่หรอคะ

เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองของเราไม่ใช่หรอคะ

ทำให้เห็นรึยังคะ

 

 

 

 

 

 

เมื่อวานได้มีโอกาสอ่านทฤษฎี (ที่ดิฉันคิดว่าแสนจะพิลึกพิลั่น) ของคุณฟรอยด์



คุณผู้อ่านทุกท่านคงรู้จักคุณฟรอยด์ใช่มั้ยคะ?

 

คุณฟรอยด์ หรือมีชื่อเต็มว่า Sigmund  Freud 
เป็นผู้ริเริ่มแนวคิด Psychoanalysis  ซึ่งเขาเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการจิตวิทยา
มากซะจนเพื่อนๆในห้องเรียนของดิฉันพูดกันเล่นๆว่า 'Freud is all around'

 

เอาละค่ะ  มาเข้าเรื่องกัน

 

ดิฉันได้มีโอกาสทบทวนแนวความคิดและทฤษฎีของคุณฟรอยด์อย่างแจ่มแจ้งอีกครั้ง (เพราะว่าจะสอบ)
และได้พบกับทฤษฎีที่ดิฉันฉงนเป็นยิ่งนักว่า คุณฟรอยด์เธอคิดอย่างนั้นได้อย่างไร

 

นั่นคือ Psychosexual Development ค่ะ 

 

ทุกท่านอาจจะงง ว่าคุณฟรอยด์กล่าวไว้ว่าอย่างไร 

 

Psychosexual Development  คือ พัฒนาการบุคลิกภาพตามแนวคิด Psychoanalysis
ซึ่งกล่าวว่าพัฒนาการของมนุษย์มี 5 ขั้นด้วยกัน

 

ขั้นแรก Oral Stage  (แรกเกิด - 18 เดือน)
"ปาก" เป็นส่วนสำคัญในช่วงนี้ค่ะ คุณฟรอยด์กล่าวว่า ถ้าได้รับความพึงพอใจทางปากดี
เมื่อโตขึ้นมา ก็จะมีความพึงพอใจในชีวิต มองโลกในแง่ดี ประมาณนี้นะคะ
แต่ถ้าไม่ได้รับความพึงพอใจทางปาก เช่น ไม่ได้ดูดนมแม่ หย่านมเร็วเกินไป
ในวัยผู้ใหญ่ เมื่อเกิดความเครียด ก็มักจะหมกมุ่นกับกิจกรรมทางปากเป็นพิเศษ เช่น สูบบุหรี่ กัดเล็บ เป็นต้น

ในขั้นแรกนี้ ดิฉันก็ไม่ได้ข้องใจอะไรค่ะ เพราะพอจะอนุมานว่าเป็นจริงได้
เเละตัวอย่างก็พอจะมีให้เห็นอยู่

 

ต่อมาค่ะ ต่อมา

 

ขั้นที่สอง Anal Stage (18 เดือน - 3 ขวบ)
ความพึงพอใจเปลี่ยนจากทางปาก มาเป็นที่ทวารหนักค่ะ  เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มฝึกการขับถ่าย
คุณฟรอยด์คิดว่าช่วงนี้เป็นพื้นฐานของการมีความคิดสร้างสรรค์ค่ะ
แต่ถ้าพ่อแม่ฝึกการขับถ่ายเด็กแบบเข้มงวด ทำโทษ ดุเมื่อเด็กถ่ายไม่เป็นระบบ  เด็กจะตอบโต้มาสองแบบค่ะ
แบบแรก อาจจะต่อต้านไปเลย คือ เวลานี้แม่ไม่ต้องการให้ชั้นถ่ายใช่มั้ย ดี ชั้นจะถ่ายให้เต็มที่เลย!!
โตขึ้นมา ก็จะมีแนวโน้มที่จะเป็นคนไม่มีระเบียบ หยาบคาย
ส่วนแบบที่สอง คือ กลัวพ่อแม่ดุว่า เลยกลั้นการขับถ่ายเอาไว้ เมื่อโตขึ้นมา ก็จะกลายเป็นคนเจ้าระเบียบ
รักความสะอาด ประมาณว่ากลัวความเลอะเทอะของการขับถ่ายอะไรอย่างนี้

ในขั้นนี้ ดิฉันก็ยังไม่ค่อยคิดว่ามันแปลกประหลาดอะไรค่ะ

 

 

ต่อมาค่ะ ขั้นที่ 3 The Phallic Stage (3 ขวบ - 5 ขวบ)
ความพึงพอใจของเด็กย้ายมาอยู่ที่ "อวัยวะเพศ" ค่ะ
(คุณผู้อ่านคงพอจะเดาได้แล้วใช่มั้ยคะ ว่าช่วงไหนที่ดิฉันคิดว่าคุณฟรอยด์แกคิดพิลึกพิลั่น)
คุณฟรอยด์กล่าวว่าอย่างนี้
"เด็กชาย พัฒนาความสนใจในแม่ของตน ความรักแรกที่มีต่อแม่กลายเป็นความปรารถนาทางเพศที่รุนแรง
ส่วนความรู้สึกต่อพ่อกลายเป็นความเกลียดชัง เพราะพ่อเป็นคู่แข่งสำหรับความรักจากแม่ และความรู้สึกหึงหวงและแข่งขันกับพ่ออาจรุนแรงขนาดที่ต้องการให้พ่อออกไปจากครอบครัวหรือตาย  ในขณะเดียวกันก็กลัวที่
พ่อจะตอบโต้ตนโดยการตัดอวัยวะเพศเพื่อขจัดต้นตอของความอยาก"


&*^%$+)$!?#
(อึ้งกับความคิดคุณฟรอยด์)

 

ส่วนเด็กผู้หญิงก็ไม่ต่างกันเลยค่ะ
เด็กผู้หญิงก็ต้องการครอบครองพ่อ เนื่องมาจากว่ารู้ว่าตนไม่มีอวัยวะเพศชาย เลยโทษแม่ที่ทำให้ตัวเองไม่มี
(เอ่อ แล้วอวัยวะเพศชายมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอคะ  สงสัยในสมัยคุณฟรอยด์ ผู้ชายจะเป็นใหญ่)
ความรักของเด็กหญิงเลยมุ่งไปที่พ่อซึ่งมีอวัยวะเพศชาย  (เอ๊ะ ก็พ่อเป็นผู้ชายนี่นา ก็ต้องมีอ่ะสิ ถูกแล้ว)
และเด็กหญิงก็ต้องการที่จะให้พ่อให้เธอร่วมมีอวัยวะเพศชายด้วย  โดยการร่วมเพศ!!!!!!!!!!

 

ดิฉันอยากจะทราบว่า "อะไร" เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณฟรอยด์คิดเช่นนี้
คุณฟรอยด์มิได้ทำการทดลองใช่มั้ยคะ  คุณฟรอยด์เพียงแต่คิด คิด และคิด

 

แล้วคุณผู้อ่านคิดว่าอย่างไรคะ  เห็นด้วยกับคุณฟรอยด์มั้ย
แต่สำหรับดิฉันนะคะ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับคุณฟรอยด์ค่ะ ถึงแม้แกจะเป็นนักคิดที่โด่งดังก็ตามที
คงเป็นเพราะว่า ดิฉันไม่มีจินตนาการพอ  เอ้ยย  ไม่ใช่ค่ะ
คงเป็นเพราะว่า สังคมบ้านเรามีค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ว่า พ่อแม่จะมาคิดอะไรกับลูกไม่ได้
ลูกก็จะมาคิดอะไรกับพ่อแม่ไม่ได้  ซึ่งจริงๆแล้วดิฉันก็ว่ามันผิดอ่ะค่ะ เรื่องแบบนี้  ถึงแม้จะแค่คิดก็เถอะ

 

เอ่อ ดิฉันยังอึ้งและยังคงฉงนอยู่ค่ะ

 


เคยมีคนถามดิฉันว่า อยากจะเจอใครในโลกนี้ คนที่ตายแล้วก็ได้
ดิฉันตอบไปว่า อยากเจอฟรอยด์ค่ะ  อยากจะถามเกี่ยวกับสาเหตุและเหตุผลของทฤษฎีต่างๆ
เอ้ออ ก็เพราะทฤษฎีบางอย่างของแกมันปกติซะทีไหน  และส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับเรื่องทางเพศด้วยนะ

 

อยากรู้ว่าแกคิดนอกกรอบขนาดนี้ได้ยังไง